Around the world(รอบโลก)

ฟิจิFijiเคยเป็นถิ่น มนุษย์กินคน

ฟิจิ (Fiji) เป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยเกาะ 330 เกาะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศวานูอาตู ทางทิศตะวันตกของประเทศตองกา และทางทิศใต้ของประเทศตูวาลู ในอดีตที่ ฟิจิ เคยมีชนเผ่าที่กล้าหาญมากอาศัยอยู่ ชนเผ่าพวกนี้ได้ขยายสงครามฆ่านักรบฝ่ายตรงข้าม และมีประเพณีกินคนพวกนั้นมีชาวตะวันตกจำนวนมากถูกฆ่านายในฟิจิในฐานะผู้รุกราน แต่ไม่ต้องตกใจครับ ประเพณีกินคนนี้ได้หายไปตั้งแต่ 100 ปีก่อนแล้ว

Photobucket

เทพเจ้ากรีก

ชาวกรีก ก็เหมือนชนกลุ่มอื่นๆในสมัยโบราณก็คือ มีความเชื่อว่าในโลกนี้มีเทพเจ้าต่างๆมากมายและเทพเจ้าทุกองค์ก็สมควรได้รับการสักการะเคารพบูชา ในปัจจุบันนี้บางศาสนาก็อาจจะนับถือเทพเจ้าหลายองค์แทนที่จะนับถือเทพเจ้าองค์เพียงองค์เดียว เทพเจ้าที่มีความสำคัญที่สุดในยุคนั้นก็คือ ประมุขเทพ ซุส (Zeus) รองลงมาก็คือ เทพองค์น้องที่มีชื่อว่า เทพ โพไซดอน (Poseidon) และเทพเฮดีส (Hades) เทพเจ้าทั้งสามองค์นี้จะเป็นผู้ดูแลพิทักษ์โลก, ท้องทะเล และนรกโลกหลังความตาย เทพเจ้าแห่งนรก ก็คือ เฮดีสซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีอำนาจเหนือคนตายทุกคน

โพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ซุส (Zeus) เป็นราชาของบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย

ชาวกรีกนับถือเทพเจ้าที่เป็นเพศหญิงอยู่หลายองค์ซึ่งเราจะเรียกว่า เทวี องค์ที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ เทวีเฮร่า เทพีแห่งการให้กำเนิดทารก การสมรส สตรี ซึ่งเป็นพี่สาวและภรรยาของซุส เทวีอะเธนา เป็นเทวีแห่งปัญญา และอาร์เธมิส เป็นเทวีแห่งการล่า เทพเจ้าเหล่านี้สิงสถิตอยู่ ณ เทือกเขาแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าเทือกเขา โอลิมปัส ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะกรีกแต่มวลเทพเจ้าจะมีพลังอำนาจลึกลับทำให้สามารถเดินทางไปทั่วทุกหนทุกกแห่งในโลกเพื่อเฝ้าดูความเป็นไปต่างๆได้

เฮดีส (Hades) เทพเจ้าแห่งนรกโลกหลังความตาย เทวีเฮร่า(Hera) เทพีแห่งการให้กำเนิดทารก การสมรส สตรี อาธีน่า (Athena) เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด
 

ชาวกรีกเชื่อว่าเทพเจ้าของพวกเขาสามารถล่วงรู้ได้ว่าทุกคนในโลกนี้กำลังทำอะไรอยู่และถ้ามีเหตุไม่ชอบมาพากล หรือมีสิ่งที่เทพเจ้าไม่ชอบเกิดขึ้นเหล่าเทพเจ้าก็จะใช้พลังอำนาจที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นได้ บางครั้งเทพเจ้าก็ส่งเทวฑูตลงไปบนโลกมนุษย์ เพื่อบอกให้มนุษย์ประพฤติตนให้ดีและเทพเจ้าเหล่านั้นก็จะคอยลงโทษผู้ที่ประพฤติชั่ว เรื่องเล่าต่างๆเกี่ยวกับเทพเจ้าและเทวีของพวกเขา มักจะมีวัตถุประสงค์เพื่อสอนให้คนทั่วไปทราบว่า ควรประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร เรื่องเล่าต่างๆเหล่านี้จะพูดถึงสิ่งที่เทพเจ้าต้องการจากมนุษย์และมนุษย์ควรจะดำรงชีวิตอย่างไร

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ตนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า แอตลาส ยักษ์ตนนี้พยายามที่จะต่อสู้และท้าทายต่ออำนาจของเทพเจ้า เหล่าทวยเทพจึงลงโทษยักษ์ตนนี้โดยให้ยืนแบกสรรค์เอาไว้บนบ่า ดังนั้นคำว่า แอตลาส จึงถูกนำไปใช้เรียกหนังสือแผนที่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่แสดงถึงแผนที่อากาศและพื้นโลก

บางครั้ง เทพเจ้าและเทวีของชาวกรีกก็ไม่ได้เป็นเทพเจ้าที่ดีงามเสมอไปเหล่าเทพเจ้าจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายธรรมะ และ ฝ่ายอธรรม ทั้งสองฝ่ายมักจะทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่บ่อยๆ เมื่อมนุษย์บนโลกทำสงครามกันเทพเจ้าทั้งหลายก็จะแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายคอยเข้าข้างเป็นพวกมนุษย์แต่ละกลุ่ม และต่างโต้เถียงกันว่าฝ่ายใดควรที่จะเป็นผู้ชนะ เช่น ในสงครามกรุง ทรอย เทพเจ้าบางองค์ก็มีความเห็นว่า เหล่าทหารเมือง ทรอย ควรเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ส่วนเทพเจ้าองค์อื่นก็คิดว่า ชาวกรีกควรเป็นผู้ชนะและเนรมิตอำนาจวิเศษให้แก่ทหารชาวกรีก ในที่สุดชาวกรีกและเทพเจ้าของพวกเขาก็เป็นฝ่ายชนะ

ชาวกรีกจะสร้างวิหารให้เป็นที่ประทับของเหล่าทวยเทพอีกทั้งยังปั้นอนุสาวรีย์ถวายเหล่าทวยเทพของพวกเขาอีกด้วย จากนั้นพวกเขาก็จะนำอาหารและเหล้าองุ่น มาสังเวยที่วิหารซึ่งจะมีนักบวชคอยดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของวิหาร นอกจากเทพเจ้าของชาวกรีกจะถือเป็นสิ่งสำคัญต่อชาวกรีกแล้ว ชนกลุ่มอื่นๆก็ยังเคารพบูชาเทพของชาวกรีกด้วยเช่นกัน เทพเจ้าส่วนใหญ่ของชาวโรมันก็คือ เทพเจ้าของชาวกรีกนั่นเอง เพียงแต่มีชื่อเรียกต่างกันเท่านั้นเอง เช่น ชาวโรมันเรียกเทพ ซุส ว่า เทพ จูปิเตอร์ และเรียก เทพ เฮดีส ว่า พลูโต ส่วนเรื่องเล่าต่างๆก็คล้ายคลึงกัน

ประวัติรถยนต์

ความเป็นมาของ รถยนต์

ตั้งแต่มีการประดิษฐ์ เครื่องจักรไอน้ำ ขึ้นใช้ ก็ได้มีคนมากมายพยายามที่จะ ประดิษฐ์รถยนต์ ขึ้น
แต่ทว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำรุ่นแรกนั้น ก็ใช้งานได้ไม่ดีเท่าใดนัก รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์จริงๆรุ่นแรก ได้ถูกผลิตออกขายในประเทศเยอรมันในราวกลางทศวรรษที่ 188 โดยชายสองคนที่มีชื่อว่า เดมเลอร์ และ เบนซ์ รถในรูปภาพด้านบนถือเป็นรถคันแรกๆของ เดมเลอร์ ซึ่งเป็นรถคันนี้จะใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเหมือนรถในปัจจุบันนี้

คนที่ผลิตรถยนต์ที่มีราคาถูกนี้มีชื่อว่า เฮนรี่ฟอร์ด เขาได้เริ่มผลิต รถยนต์ ที่มีราคาถูกและสามรถแล่นได้เร็วออกมาขายในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1908 หรือ พ.ศ. 2451 รถยนต์เหล่านี้มีชื่อรุ่นว่า รุ่น ทีฟอร์ดหรือ ทิน ลิซซี่ จนมาถึงปี ค.ศ. 1927 เฮนรี่ ฟอร์ด ก็ได้ผลิตรถยนต์ รุ่น ทีฟอร์ด ออกมาขายได้ถึง 15 ล้านคันทีเดียว รถยนต์รุ่นทีนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะในปีต่อมาก็ได้มีการผลิตรถยนต์ที่สามารถแล่นได้เร็วขึ้นและนั่งสบายขึ้นออกมา อีกทั้งยังเป็นรุ่นที่ไม่เสียบ่อยๆอีกด้วย รถยนต์ส่วนใหญ่นั้นจะใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และเมื่อน้ำมันนั้นได้มีการผสมปนกับอากาศ ก็จะทำให้มีประกายไฟเกิดขึ้นระหว่างการผสมนั้น จากนั้นมันก็จะมีการจุดระเบิดเกิดขึ้น

ในเครื่องยนต์ของรถยนต์คันหนึ่งจะมีการจุดระเบิดเกิดขึ้นนับพันๆครั้งอย่างรวดเร็ว การจุดระเบิดนี้จะดันให้ลูกสูบวิ่งขึ้นลงๆและลูกสูบนี้เองที่จะทำให้ล้อรถยนต์หมุนไป คนขับก็สามารถทำให้รถแล่นได้เร็ว โดยการใช้เท้าเหยียบคันเร่งซึ่งจะทำให้น้ำมันไหลเข้าไปในเครื่องยนต์มากขึ้น

สาเหตุที่รถยนต์จำเป็นจะต้องใช้แบตเตอรี่นั้น มีหลายประการ  แบตเตอรี่จะก่อให้เกิดประกายไฟซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานต่อไปเรื่อย นอกจากนั้นแบตเตอรี่ยังทำให้เราสามารถติดเครื่องยนต์ได้ อีกทั้งยังทำให้ไฟและแตรทำงานได้ด้วย

ตั้งแต่เริ่มมีการประดิษฐ์รถยนต์ขึ้นก็เริ่มมีคนนำรถยนต์มาวัดความเร็วกันแล้วการแข่งขันที่มีความยิ่งใหญ่ได้ถูกจัดเป็นครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1895 โดยรถทุกคันจะใช้เส้นทางปารีสไปบอร์กโดซ์และวกกลับมาสู่ปารีส รวมระยะทางทั้งสิ้น 1,178 กิโลเมตร ในการแข่งขันครั้งนี้ได้มีรถยนต์เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 20 คัน เป็นรถยนต์ที่ใช้กำลังไอน้ำ 6 คัน และเป็นรถที่ใช้น้ำมัน 13 คันและรถที่ใช้กระแสไฟฟ้าหนึ่งคัน ผลปรากฏว่าผู้ชนะคือ รถแพนฮาร์ด ซึ่งขับเคลื่อนโดยใช้น้ำมันวงล้อของรถคันนี้ทำมาจากไม้ และยางรถยนต์ที่ใช้ก็จะมีลักษณะตันและจะมีหางเสือที่มีลักษณะคล้ายหางเสือของเรือ อัตราความเร็วเฉลี่ยที่ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้ประมาณ 24กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การแข่งขันรถยนต์ครั้งนั้นนับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของคนในสมัยนั้นเลยทีเดียว รถยนต์นั้นจำเป็นจะต้องมีกระปุกเกียร์ คนขับจะใช้กระปุกเกียร์นี้ในการบังคับเครื่องยนต์ ตามความต้องการของเขาเขาจะต้องใช้เกียร์ขณะติดเครื่องเร่งคงามเร็ว ขับรถขึ้นภูเขา หรือแม้แต่ขณะขับรถไปตามถนนเรียบรถบางคันจะมีเกียร์ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เอง เรียกว่า เกียร์อัตโนมัติ นอกจากนั้น เครื่องยนต์ของรถยนต์ก็ยังจะต้องมีอุกปกรณ์สำคัญอีกสองชั้นก็คือ เครื่องทำความเย็น ซึ่งทำโดยการเติมน้ำลงไปในเสื้อสูบที่อยู่รอบๆเครื่องยนต์และน้ำนี้ก็จะให้ความเย็นได้โดยการใช้พัดลมเป่า

นอกจากนั้นเครื่องยนต์ก็จำเป็นจะต้องใช้น้ำมัน ทุกๆส่วนของเครื่องยนต์ที่มีการเคลื่อนไหวจะเป็นจะต้องมีน้ำมันมาคอยหล่อลื่นเพื่อที่จะทำให้เครื่องยนต์สามารถเดินเครื่องได้เรียบ ซึ่งถ้าไม่มีน้ำมัน เครื่องยนต์ก็จะไม่สามารถเดินเครื่องได้

นอกจากรถยนต์ที่มี 4 ล้อแล้วยังมีรถจักรยานยนต์ 2 ล้อใช้ด้วย รถจักรยานยนต์รุ่นแรกๆเลยนั้นจะเคลื่อนที่โดยการใช้ขาทั้งสองข้างของผู้ขับ ดันกับพื้นไปเรื่อยๆและรถจักรยานยนต์รุ่นแรกๆนี้จะไม่มีที่ถีบ เราเรียกจักรยานชนิดนี้ว่า รถ แคนดี้ ฮอร์ส

รถจักยานยนต์ที่มีที่ถีบนี้ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ.1865 ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า โบน เชกเกอร์ เพราะว่าเบาะที่นั่งนี้ไม่มีสปริง จักรยานที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในทศวรรษที่ 188 ซึ่งล้อหลังจะขับเคลื่อนโซ่ และมียางรถที่ต้องหมั่นเติมลมอยู่เสมอ จากนั้นก็มีคนเกิดความคิดที่จะติดเครื่องยนต์กับจักรยาน อันที่จริงแล้วได้มีการติดตั้งเครื่องยนต์กับรถสามล้อก่อน ต่อจากนั้น เดมเลอร์ ซึ่งเป็น ผู้ประดิษฐ์รถยนต์คันแรกๆ ก็ได้ผลิต รถจักรยานยนต์คันแรก

ประวัติรถไฟ

รถไฟได้ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2368 (ค.ศ. 1825) ซึ่งเป็นปีแรกที่มี รถไฟขบวนแรก เปิดให้บริการแก่ผู้โดยสาร ในทาง ตอนเหนือของอังกฤษ ผู้คนต่างแห่กันมาดูรถไฟขบวนแรกนี้และจะต้องมีชายผู้หนึ่งขี่ม้ามาประจำอยู่ที่หัวรถไฟ พร้อมกับถือธงสีแดง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ทุกคนอยู่ในระเบียนและความเรียบร้อยดี

หลังจากที่มีรถไฟขบวนแรกเปิดให้บริการมาเป็นเวลาถึง 50 ปีแล้วก็ได้มีการสร้างทางรถไฟขึ้นทั่วไป โดยวิศวกรผู้ที่มีความสามารถ ซึ่งได้ขุดเจาะอุโมงค์เพื่อทำทางรถไฟ อีกทั้งยังสร้างสะพานสำหรับให้รถไฟวิ่งผ่านขึ้นอีกมากมายและนี่คือ ช่วงยุคสมัยของรถไฟ

เมื่อได้มีการสร้างรถไฟขบวนแรกขึ้นมานั้นผู้โดยทั้งหมดจะต้องนั่งไปในตู้รถไฟที่เปิดโล่งไม่มีหลังคา ดังนั้นกว่าจะไปถึงจุดหมาย ร่างกายของผู้โดยสารก็มอมแมมไปด้วยควันไฟจากเครื่องจักร แต่ต่อมาไม่นาน ก็ได้มีการต่อตู้โดยสารที่มีหลังคาปิดมิดชิดขึ้นสำหรับผู้โดยสารระดับสูง การเดินทางในรถไฟขบวนแรกๆนั้น ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะรู้สึกหนาวมาก เพราะว่าขณะนั้นยังไม่มีการติดตั้งเครื่องทำความร้อนไว้ในตู้โดยสาร แต่ผู้โดยสารก็จะมีเครื่องทำให้เท้ารู้สึกอุ่นขึ้นได้ โดยการวางเท้าลงบนก้อนอิฐร้อนๆ ซึ่งก้อนอิฐนี้จะได้รับการเปลี่ยนเมื่อรถไฟจอดแวะตามสถานีต่างๆ

ประวัติอาณาจักร ศรีวิชัย

ศรีวิชัย อาณาจักรที่มีชื่อเสียงทางการเดินเรือและการค้า มีความเจริญรุ่งเรืองระหว่างพุทธศตรรษที่ 12 ถึง 18 แถบแหลมมลายู อาณาจักรนี้แต่เดิมอยู่ใน ปาเลมบัง ในสุมาตรา ไม่ช้าก็ขยายอิทธิพล และครอบครองช่องแคบ มะละกาได้ อำนาจของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่การควบคุมการค้าทางทะเลกับชาติอื่นๆ ทั้งนี้มีการติดต่อทางการค้ากับทั้งรัฐในบริเวณใกล้เคียงและรัฐในดินแดนห่างไกล เช่น จีน และอินเดีย นอกจากนี้ ศรีวิชัยยังเป็นศูนย์กลางทางศาสนาในภูมิภาคนี้โดยยึดมั่นในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ไม่นานต่อมาก็เป็นที่พักแวะของนักแสวงบุญพุทธชาวจีน ก่อนจะเดินทางไปอินเดีย ศรีวิชัย ยังดำรงสืบต่อไป 1,000 ปี โดยควบคุมดินแดนชวาทั้งหมด แต่ไม่ช้าก็เสียแก่ โจฬะ อันเป็นอาณาจักรการค้าและติดต่อทางทะเลของอินเดีย

ซึ่งพบว่า ศรีวิชัย เป็นอุปสรรคของเส้นทางการเดินเรือระหว่างเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ในพ.ศ.1568โจฬะก็ยึดปาเลมบัง จับตัวกษัตริย์ และขนสมบัติทรัพย์สินต่างๆ ทั้งยังตีเมืองอื่นๆของอาณาจักรศรีวิชัยด้วย เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 22 ศรีวิชัยลดอำนาจลงเหลือเป็นอาณาจักรเล็กๆ มีอำนาจครอบครองในสุมาตรา ซึ่งถือครองโดย มลายู

ขอบคุณ คุณต้นคำ ไชยสมหมาย

ทำไมชาวอินเดียจึงนิยมอาบน้ำใน แม่น้ำคงคา

แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านทุ่งราบภาคเหนือของประเทศอินเดีย เมื่อ 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ศาสนาพราหม์ที่เป็น ต้นกำเนิดของศาสนาฮินดู ถือกำเนิดขึ้นบริเวณแม่น้ำคงคา นับแต่นั้นมา แม่น้ำคงคา ก็ถูกยกย่องให้เป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ วงจรชีวิตของชาวอินเดียทุกคนจะมีจุดเริ่มต้นและจุดจบอยู่ที่แม่น้ำคงคา ทารกที่คลอดออกมาสิบวันแรกจะไม่ได้อยู่กับแม่ แต่จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแล เพราะแม่ต้องไปอาบน้ำชำระร่างกายในแม่น้ำคงคา ผู้นับถือศาสนาฮินดูทุกคนเชื่อว่าการอาบน้ำชะรำร่างกายในแม่น้ำคงคาจะสามารถชำระบาปได้ทั้งหมด และถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และเชื่อกันว่าการนำเถ้ากระดูกมาทิ้งในแม่น้ำคงคาจะทำให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไปเกิดใหม่ในโลกที่ดีกว่าเดิม

หอยผลิตไข่มุกได้อย่างไร

ขณะที่หอยมุกกินอาหาร อาจมีเม็ดทรายหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเปลือกหอย สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะไปสัมผัสกับเนื้อเยื้อหุ้มอยู่ด้านนอกของหอย เมื่อเนื้อเยื้อเหล่านี้ได้รับการกระตุ้น ก็จะขับสารมุกซึ่งมีส่วนประกอบของแคลเซียมคอร์บอเน็ตออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมเพื่อลดการระคายเคือง นานวันเข้าสารมุกนี้จะเคลือบสิ่งแปลกปลอมนี้เป็นชั้นๆจนกลายเป็นไข่มุกที่มีลักษณะแข็ง แวววาว ปัจจุบันผู้ทำฟาร์มไข่มุกก็อาศัยหลักการเช่นเดียวกันคือ นำวัตถุกลมๆใส่เข้าไปในเปลือกหอยจากนั้นรอเวลาให้ผ่านไปสักระยะหนึ่ง วัตถุกลมๆเหล่านี้จะกลายเป็นไข่มุกก้อนโตขึ้นมา

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก :

http://www.xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.com/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s