สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations)

สัญลักษณ์อาเซียน

0

asian

“การวางรากฐานของประชาคมอาเซียนด้วยสามเสาหลัก”

ในช่วงกว่า 40 ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทการสร้างบรรยากาศของสันติภาพและการอยู่ร่วมกันโดยสันติของประเทศในภูมิภาค การช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในกัมพูชา การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน เป็นต้น

ปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทำให้อาเซียนต้องเผชิญกับความ
ท้าทายใหม่ ๆ มากมาย เช่นโรคระบาด การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ พิบัติภัยธรรมชาติ เช่น      คลื่นยักษ์สึนามิ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน ความเสี่ยงที่อาเซียนอาจจะไม่สามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นต้น อาเซียนจึงต้องปรับตัวเพื่อให้รับมือกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นให้ได้

เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 เห็นชอบให้จัดตั้งประชาคมอาเซียน คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี 2563 แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี 2558 โดยจะเป็นประชาคมที่ประกอบด้วย 3 เสาหลักซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน คือ
1) ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  มีระบบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง
2) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน
3) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

“อาเซียนกับเพื่อนๆ ของอาเซียน”

หลายท่านคงได้ทราบอยู่บ้างว่า อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2510 นั้น ในปัจจุบัน มีสมาชิก 10 ประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่เรียกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสิ้น แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า นอกจากอาเซียนจะเป็นสมาคมที่ให้สมาชิกทั้ง 10 ประเทศ
ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันผ่านกรอบความร่วมมือต่า งๆ แล้ว อาเซียนยังมีโครงการความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ กับเพื่อนที่ตั้งอยู่นอกภูมิภาค หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘คู่เจรจา’ ของอาเซียนอีกกว่า 10 ประเทศหรือองค์กรเลยทีเดียว

อาเซียนเริ่มมีความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มเป็นครั้งแรกกับ ‘สหภาพยุโรป’ ในปี 2515 หรือประมาณ 5 ปีภายหลังการก่อตั้งอาเซียน จากนั้น อาเซียนก็มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบัน อาเซียนมีเพื่อนที่เรียกว่า ‘คู่เจรจา’ แล้ว จำนวน 9 ประเทศ กับ 1 องค์กร ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา อินเดีย รัสเซีย และสหภาพยุโรปดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ อาเซียนยังมีความร่วมมือเฉพาะทางในบางสาขากับองค์การสหประชาชาติและปากีสถาน รวมถึงกลุ่มภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ความร่วมมือของรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศที่มีน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกหลัก อันประกอบด้วยบาห์เรน กาตาร์ คูเวต โอมาน ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งมีอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศเป็นสมาชิกอยู่ด้วย และองค์กรของกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาหลายองค์กร เช่น เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม NAFTA) และตลาดร่วมอเมริกาตอนล่าง ซึ่งประกอบ
ไปด้วยอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย ชิลี เปรู โบลิเวีย โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ ซึ่งอาเซียนพยายามหาความเชื่อมโยงด้วยในเรื่องเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน

เป้าหมายในตอนแรกที่อาเซียนต้องการมีเพื่อน คือ การขอให้เพื่อนที่มีสถานะที่ดีกว่าให้ความช่วยเหลือทางด้านการพัฒนาแก่อาเซียน ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ๆ ในช่วงแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นกับสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา จึงอาจเรียกได้ว่าอยู่ในสถานะ ‘ผู้ให้กับผู้รับ’ อย่างไรก็ดี เมื่ออาเซียนเติบโตและมีระดับการพัฒนาที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์กับเพื่อนได้ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก ‘ผู้รับ’ มาเป็นแบบ ‘หุ้นส่วน’
ไม่ว่าจะเป็นหุ้นส่วนด้านการพัฒนา หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์  หรือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยมีกลไกการประชุมในระดับต่าง ๆ เป็นกลไกการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ๆ ไม่ว่า
จะเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม หรือการประชุมระดับผู้นำประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เรียกว่า ‘อาเซียน + 3’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นเป็นประจำทุกปีเช่นกันในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม
ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ๆ ในรอบ 40 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผลในด้านต่าง ๆ มากมาย อาทิ การเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพื่อป้องกันข้อพิพาทที่อาจมีขึ้น การที่ประเทศเพื่อน ๆ ของอาเซียนให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและทางเทคนิคแก่โครงการเพื่อการพัฒนาของอาเซียน โดยเฉพาะโครงการลดช่องว่างระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนดั้งเดิมกับกัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม ซึ่งเป็นสมาชิกที่เพิ่งเข้าร่วมอาเซียนได้ไม่นานนัก รวมไปถึงความพยายามในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีร่วมกันระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ หรือสหภาพยุโรป อันจะส่งผลให้ประชาชนโดยทั่วไปของอาเซียน รวมทั้งชาวไทย ได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพดีในราคาที่ถูกลง

นอกจากอาเซียนมีความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียแบบรายประเทศ และในกรอบที่เรียกว่า ความร่วมมืออาเซียน + 3 ซึ่งได้จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้แล้ว อาเซียนยังได้เป็นแกนหลักในการจัดให้มีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นการประชุมระดับผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกด้วย ซึ่งการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ถือเป็นเวทีของผู้นำที่จะแลกเปลี่ยนความคิดและวิสัยทัศน์การพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
ในตอนนี้ อาเซียนกำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง ‘ประชาคมอาเซียน’ ภายในปี 2558 ดังนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ๆ ในอนาคตนั้น จึงจะเน้นที่การประสานความร่วมมือระหว่างกันในกิจกรรมและโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นประชาคมอาเซียน

จะว่าไปแล้ว การมีเพื่อนเยอะและมีเพื่อนที่ดีของอาเซียน  ก็เปรียบเสมือนกับการที่เรามีกัลยาณมิตร หรือการที่เราได้เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่เราไม่ทางตรงก็ทางอ้อมนั่นเอง

“กฎบัตรอาเซียนเพื่อคุณ”

ตลอดช่วงเวลากว่า 40 ปี อาเซียนได้พัฒนาตนเองจนเป็นองค์กรที่มีความสำเร็จในระดับสำคัญในหลายด้านที่เป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทการสร้างบรรยากาศของสันติภาพและการอยู่ร่วมกันโดยสันติของประเทศในภูมิภาค การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน เรื่อยไปจนถึงการร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในประเทศสมาชิกอาเซียน อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการรวมตัวกันของอาเซียน รวมถึงความพยายามในการจัดตั้ง ‘ประชาคมอาเซียน’ ภายในปี 2558 ได้แก่ การที่อาเซียนขาดกลไกที่บังคับในกรณีที่มีประเทศสมาชิกไม่ปฏิบัติตามความตกลงต่าง ๆ ของอาเซียน และการที่องค์กรอาเซียนเองไม่มีสถานะทางกฎหมาย (legal entity) ซึ่งบ่อยครั้งทำให้อาเซียนขาดความน่าเชื่อถือ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาข้างต้น เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจึงได้ร่วมกันลงนามใน ‘กฎบัตรอาเซียน’ ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนเป็นธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดของอาเซียน โดยการมีกฎบัตรอาเซียน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ (1) เพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะความพยายามของอาเซียนที่จะรวมตัวกันเป็น ‘ประชาคม’ ภายในปี 2558 (2) สร้างกลไกที่จะส่งเสริมให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามความตกลงต่าง ๆ ของอาเซียน และ (3) ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดและสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงมากขึ้น โดยการบังคับใช้ของกฎบัตรฯ จะทำให้อาเซียนเป็นองค์กรทีมีกติกาของการดำเนินงานอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น กฎบัตรอาเซียน จะก่อให้เกิดการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานของอาเซียนครั้งสำคัญ เช่น (1) การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน (AICHR) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่อาเซียนมีองค์กรเฉพาะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกอาเซียน (2) การจัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกระดับเอกอัครราชทูตจากทุกประเทศสมาชิกอาเซียน โดยคณะกรรมการนี้ มีภารกิจหลักในการให้นโบายและติดตามการทำงานของอาเซียนและสำนักเลขาธิการอาเซียน และ (3) การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียนเพื่อให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการจัดให้มีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 2 ครั้งต่อปี ซึ่งเพิ่มจากที่ผู้นำอาเซียนพบเพื่อหารือกันเพียงปีละหนึ่งครั้ง และ (4) การจัดตั้งกลไกให้องค์กรภาคประชาสังคมของประเทศสมาชิกอาเซียนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและดำเนินงานของอาเซียนมากขึ้น เป็นต้น

จากบริบทข้างต้น ก็คงจะเห็นได้ในระดับหนึ่งว่า ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการมีกฎบัตรอาเซียน ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นประชาชนของประเทศสมาชิกอาเซียนโดยทั่วไป รวมถึงประชาชนไทยด้วย ดังนั้น ในโอกาสที่ไทยได้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2552 ไทยจึงได้กำหนดคำขวัญของการดำรงตำแหน่งประธานฯ ว่า
‘กฎบัตรอาเซียนเพื่อประชาชนอาเซียน’ หรือ‘ASEAN Charter for ASEAN Peoples’ ในภาษาอังกฤษ

คำขวัญ

“One Vision, One Identity, One Community”
(หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม)

ต้นข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้” หมายถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศรวมกัน เพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยสีที่ปรากฏในสัญลักษณ์ของอาเซียน เป็นสีที่สำคัญของธงชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน 

สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง

สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า

 สีขาวหมายถึง ความบริสุทธิ์

สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง

สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat)

สำนักเลขาธิการอาเซียน ตั้งอยู่ที่ กรุงจากาตาร์

เลขาธิการ

ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ (เริ่มดำรงตำเเหน่งเมื่อปี พ.ศ.2551)

ปฏิญญากรุงเทพ

8 สิงหาคม พ.ศ. 2510

กฎบัตรอาเซียน

16 ธันวาคม พ.ศ. 255

ประเทศสมาชิก

อาเซียนเริ่มก่อตั้งครั้งแรก : ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย

ปัจจุบันอาเซียน : ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่

1.บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

บรูไน

ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า “เนการาบรูไนดารุสซาลาม” มีเมือง “บันดาร์เสรีเบกาวัน” เป็นเมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ

อ่านเพิ่มเติม….

http://www.aseanthailand.org/Brunei_Info%20_05-08-52_.pdf

2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

กัมพูชา

เมืองหลวงคือ กรุงพนมเปญ เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีประชากร 14 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท 95% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/cambodia_Info.pdf

3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)

อินโดนีเซีย

เมืองหลวงคือ จาการ์ตา ถือเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 240 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) โดย 61% อาศัยอยู่บนเกาะชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/indonesia_Info.pdf

4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People’s Democratic Republic of Lao PDR)

ลาว

เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์ ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก โดยประเทศลาวมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย คือ 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่า 90% เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม โดยมีประชากร 6.4 ล้านคน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีคนที่พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/Laos_Info.pdf

5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia

มาเลเซีย

เมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร 26.24 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้ภาษา Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/Malaysia1_Info.pdf

6.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

ฟิลิปปินส์

เมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา ประกอบด้วยเกาะขนาดต่าง ๆ รวม 7,107 เกาะ โดยมีพื้นที่ดิน 298.170 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 92 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาตากาลอก เป็นภาษาราชการ

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/Philippines_Info.pdf

7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore

สิงคโปร์

เมืองหลวงคือ กรุงสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ แม้จะมีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีประชากร 4.48 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่มีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว)

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/Singapore_Info.pdf

8.ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

ประเทศไทย

เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/Thailand_Info.pdf

9.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)

เวียดนาม

เมืองหลวงคือ กรุงฮานอย มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร จากการสำรวจถึงเมื่อปี พ.ศ.2553 มีประชากรประมาณ 88 ล้านคน ประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/1Vietnam_Info.pdf

10.สหภาพพม่า (Union of Myanmar)

ประเทศพม่า

มีเมืองหลวงคือ เนปิดอว ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร ประชากร 48 ล้านคน กว่า 90% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ

อ่านเพิ่มเติม…

http://www.aseanthailand.org/Myanmar_Info.pdf

ประเทศอาเซียน

ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้เกิดความร่วมมือ รวมทั้งมีการวางกรอบความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข็มแข็ง รวมถึงความมั่นคงของประเทศสมาชิกทั้งด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนได้วางแนวทางก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ภายใต้คำขวัญคือ  “หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม” (One Vision, One Identity, One Community) โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political Security Community : APSC)  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)

โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา ดังต่อไปนี้

 1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง

 2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย

 มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020

 ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)

  ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน

 ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน

กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม สำหรับประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)

ความร่วมมือ

 3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง จึงได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาอาเซียน โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการศึกษา ซึ่งจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ที่จะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และจะมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก:

สมาคมอาเซียนประเทศไทย

http://www.aseanthailand.org/index.php

เว็ปไซด์กระปุกดอทคอม

http://hilight.kapook.com/view/67028

Photobucket - Video and Image HostingPhotobucket - Video and Image HostingPhotobucket - Video and Image HostingPhotobucket - Video and Image HostingPhotobucket - Video and Image HostingPhotobucket - Video and Image Hosting

เราเรียนรู้คำนามกันไปแล้วนะคะ คำอีกประเภทหนึ่งที่เราพบได้บ่อย คือ คำนำหน้าคำนาม

คำนำหน้าคำนาม (Article) คือ คำที่ว่างหน้าคำนามเพื่อบ่งชี้คำนามนั้นๆ ว่าเป็นคำนามที่ชี้เฉพาะ หรือไม่ชี้เฉพาะ คำนำหน้าคำนามแบ่งได้สองประเภท ไ้ด้แก่

1. คำนำหน้าคำนามแบบไม่ชี้เฉพาะ (Indefinite article)

คือ คำนำหน้าคำนามที่แสดงให้เรารู้ว่า คำนามที่ตามหลังมีจำนวนเป็นหนึ่ง คำนำหน้านามประเภทนี้ได้แก่ a และ an

เราจะใช้ a นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ

  • A bird (นกตัวหนึ่ง)
  • A table (โต๊ะตัวหนึ่ง)
  • A boy (เด็กชายคนหนึ่ง)
  • A Zoo (สวนสัตว์แห่งหนึ่ง)

นอกจากนี้เรายังใช้ a นำหน้าคำนามนับได้ ที่เป็นเอกพจน์ ที่ขึ้นต้นด้วย สระ แต่ออกเสียงเป็นเสียง พยัญชนะ

  • A uniform (เครื่องแบบชุดหนึ่ง)
  • A university (มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง)

u ในที่นี้ไม่ได้ออกเสียง อู แต่ออกเสียง ยู ซึ่งเป็นเสียงพย้ญชนะ

เราจะใช้ an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วย สระ

  • An ant (มดตัวหนึ่ง)
  • An orange (ส้มผลหนึ่ง)
  • An umbrella (ร่มคันหนึ่ง)
  • An egg (ไข่ฟองหนึ่ง)

นอกจากนี้ เรายังใช้ an นำหน้าคำนาม ที่เป็นเอกพจน์ ที่ขึ้นต้นด้วย พยัญชนะ แต่ออกเสียงเป็นเสียง สระ

  • An hour (ชั่วโมงหนึ่ง)

h ในที่นี้ไม่ได้ออกเสียง ฮะ แต่ออกเสียง อะ ซึ่งเป็นเสียงสระ

2. คำนำหน้าคำนามแบบชี้เฉพาะ (Definite article)

คือคำนำหน้าคำนามที่ใช้เจาะจงคำนามนั้นๆ ว่าคือสิ่งไหน โดยใช้นำหน้าได้ทั้งคำนามนับได้ทั้งเอกพจน์ และพหูพจน์ คำนามนับไม่ได้ คำนำหน้าคำนามประเภทนี้เรียกว่า the (เดอะ) แต่ถ้านำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยสระ หรือเสียงสระ เราจะอ่านออกเสียงว่า the (ดิ)

The dog is mine. (เดอะ ด๊อก อีส มาย) แปลว่า สุนัขตัวนั้นเป็นของฉัน

  • ใช้ the เพื่อชี้เฉพาะว่าเป็นสุนัขตัวไหน
  • the นำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ต้องอ่านออกเสียงว่า เดอะ

I am eating the orange you gave me. (ไอ อีททิง ดิ ออเรนจ ยู แกฟ มี) แปลว่าฉันกำลังกินส้มที่เธอให้ฉัน

  • ใช้ the เพื่อชี้เฉพาะว่าเป็นส้มผลไหน
  • the นำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยสระ ต้องอ่านออกเสียงว่า ดิ

 

 

ในปัจจุบัน คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าภาษาอังกฤษนั้นได้กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญมากทบทวียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกยุคโซเชียล มีเดีย แต่ที่ผ่านมาก็คงต้องยอมรับกันว่าคนส่วนมากในบ้านเรา ยังไม่มีภาษาอังกฤษที่ดีสักเท่าไร ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่นั้นผ่านการเรียนวิชาภาษาอังกฤษกันมาทั้งนั้น ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าสาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นเพราะคนไทยเราไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันนั่นเอง

ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้คิดโครงการ ‘พ.ศ. 2555 ปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ (English Speaking Year 2012)’ ขึ้นมา โดย ศธ.จะดำเนินการขอร้องแกมบังคับให้สถานศึกษา และสถานที่ราชการในสังกัด พูดภาษาอังกฤษในวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ นัยว่าเป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงปฏิบัติให้เกิดขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนั้นก็อาจจะทำให้กระบวนการเรียนรู้ภาษาของคนไทยพัฒนาขึ้น หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จกับหลักสูตรเชิงวิชาการในห้องเรียนที่ขาดการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมานาน

หลักสูตรที่ไม่สำเร็จ

การที่คนไทยส่วนมาก ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ทั้งๆ ที่เรียนกันมาตั้งแต่เด็กยันมหาวิทยาลัยนั้น ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“เราไม่ประสบความสำเร็จมานานแล้วในเรื่องสอนภาษาอังกฤษ ไล่ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยเลย นั่นเนื่องจากนโยบายการสอนภาษาที่สองหรือภาษาที่สามของเราไม่ได้ชัดเจน และไม่มีการส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรม

“หลักสูตรที่จริงก็พยายามแก้ไขมานานแล้วว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร พูด ฟัง อ่าน เขียน มันต้องไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราต้องเน้นในการพูดให้มากขึ้น ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเขามีความกล้า ผู้สอนต้องมีจิตวิทยาให้เด็กกล้าพูดกล้าที่จะแสดงออก เรียนภาษาเป็นเรื่องที่เรียนรู้วันสองวันไม่ได้…มันต้องสะสม ต้องกล้าพูดกล้าแสดงออก ถูกผิดก็แก้ไขพัฒนากันไป เรื่องภาษาไม่มีใครเพอร์เฟคกต์หรอกต้องพยายามแสดงออกและช่วยกันปรับปรุงพัฒนา”

ซึ่ง ศ.ดร.ศิริชัย ยังกล่าวต่อไปอีกว่าที่ผ่านมายังไม่มีแนวทางสนับสนุนถึงมาตรฐานการเรียนการสอนที่ชัดเจน ฉะนั้นส่วนกลางต้องตื่นตัวมากกว่านี้ ส่วนเรื่องของเรื่องนโยบายพูดภาษาอังกฤษทุกวันจันทร์นั้น เขาก็มองว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็มีบางจุดที่ต้องให้ความสำคัญ

“ก็เป็นความหวังดีในส่วนที่เป็นนโยบาย แต่ว่าในทางปฏิบัติควรจะต้องสื่อสารกับทางโรงเรียน โดยเฉพาะการรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีมาตรฐาน คือถ้าอยู่ๆ ไปให้เด็กพูดอาทิตย์ละวันถ้าครูไม่พร้อมเด็กไม่พร้อมมันก็ปฏิบัติได้ยาก ฉะนั้นสิ่งแรกในส่วนกลางต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนในการที่จะให้โรงเรียน ได้มีอุปกรณ์ มีเครื่องมือการสื่อสาร ได้ดูเทปวิดีทัศน์รายการสอนภาษาอังกฤษที่ดีๆ และมีแนวทางของการจัดกิจกรรม ถ้ามีแต่นโยบายออกมาความพร้อมของสถานศึกษาไม่เท่ากัน ต้องส่งเสริมจากส่วนกลางลงไปด้วย”

จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า?

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่านโยบายนี้ เป็นนโยบายที่เกิดจากความหวังดี แต่ในทางปฏิบัตินั้นมันจะเวิร์กหรือไม่ ก็ต้องลุ้นเอาอีกรอบ ซึ่งในทัศนะของ ครูเคท-เนตรปรียา ชุมไชโย ผู้บริหารโรงเรียนสอนภาษาครูเคทนั้น มองว่า แม้จะมีจุดประสงค์ริเริ่มที่ดี แต่มันก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาในภายหลัง เพราะทุกวันนี้บุคลากรในโรงเรียนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องก็แทบจะไม่มี และมีจำนวนไม่น้อยที่เก่งในเรื่องของไวยากรณ์ แต่ทักษะการพูดค่อนข้างต่ำ

“ถ้าเราสนับสนุนให้พูดภาษาอังกฤษไปเรื่อยๆ โดยมีต้นแบบที่ผิด เด็กๆ ก็จะติด แล้วเราก็จะพูดภาษาอังกฤษในสไตล์ไทยๆ ผิดๆ มันก็จะยิ่งผิดกันไปใหญ่ หรือดีไม่ดี เด็กก็อาจจะไม่พูด คือรู้สึกเคอะเขินเวลาที่จะพูด หรือมองเป็นเรื่องตลก พูดง่ายๆ ก็คือ เกาไม่ถูกที่คัน ปัญหาจริงๆ ของระบบการศึกษาไทย อันดับที่หนึ่งนั้นอยู่ที่การปูพื้นฐานทางภาษา เท่าที่ดิฉันดูหลักสูตรทั้งหมด เป็นหลักสูตรที่กว้างมาก และก็จับต้องไม่ได้ เพราะฉะนั้นครูผู้สอนก็จะยากลำบากหน่อย เพราะไม่รู้ว่าจะสอนทางใด หรือจะเริ่มสอนอะไรก่อน

และเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คำถามต่อมาก็คือทางออกมันควรจะเป็นเช่นใด ซึ่งในประเด็นนี้ครูเคทก็เสนอมาว่า รัฐควรจะนำงบประมาณบางส่วนไปฝึกครูภาษาอังกฤษให้พูดภาษาอังกฤษได้ก่อน

“เมื่อครูพูดได้ ดิฉันเชื่อว่าคนเราเป็นครูมันมีจิตวิญญาณอยู่แล้วล่ะ เขาก็จะมีเทคนิคต่างๆ แล้วก็สอนได้เอง แต่เท่าที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นมีรัฐบาลไหนที่ตีโจทย์ตรงนี้แตก มีแต่เอางบประมาณไปให้ครูอังกฤษเรียนเทคนิคการสอน ซึ่งถือเป็นการใช้งบที่ผิดไปหน่อย และเมื่อครูเก่งภาษาอังกฤษกันแล้ว ลำดับที่สองคือ ต้องเอาหลักสูตรมาขึงกันใหม่ คือไม่ได้พูดว่าหลักสูตรไม่ดี แต่มันกว้างมาก ทำให้เวลาพอไปตีหลักสูตรออกมาเป็นรายชั่วโมงแบบไหน อย่างไรมันไม่มีคนทำ แล้วให้ไปใช้หลักการให้ครูไปปรับเองตามท้องถิ่น ซึ่งแบบนี้ทำไม่ได้

“ที่สำคัญก็ต้องเปลี่ยนวิธีวัดผล เพราะการวัดผลแบบ GAT/PAT ที่ออกมานั้นใช้สำหรับคนที่ฟังพูดอ่านเขียนอังกฤษได้แล้ว จึงจะทำข้อสอบได้ แต่โลกของความเป็นจริงมีนักเรียนไทยที่พูดอังกฤษได้น้อยมากๆ แล้ววิธีการตั้งข้อสอบก็ต้องปรับมาตรฐานการให้เป็นสากล ไม่ใช่ให้ครูไทยคิดเองเออเอง แต่งประโยคเองโดยที่เจ้าของภาษาเขาไม่ใช้แบบนั้นกัน ซึ่งเวลาไปสื่อกับฝรั่ง เขาก็ไม่เข้าใจ”

อย่างน้อยก็คือความหวัง

แม้ว่านโยบายเรื่องการพูดภาษาอังกฤษทุกวันจันทร์ จะเป็นเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจะได้คุ้มหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นอีกหนึ่งความหวังเล็กๆ ที่จะมาช่วยเสริมหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายรุ่นว่า ล้มเหลว

วรวีย์ เจริญวรรณ ก็ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษามาหลายปี แต่ก็ยังพูดภาษาอังกฤษแบบไม่ค่อยคล่องนัก เขามองว่าแนวคิดการให้พูดภาษาอังกฤษทุกวันจันทร์เป็นเรื่องที่น่าจะใช้ได้

“คิดว่าใช้ได้ ส่วนในทางปฏิบัติอาจจะขึ้นอยู่กับแต่ละที่แต่ละโรงเรียนว่าจะวางระบบการสอนและบังคับใช้อย่างไร ซึ่งถ้าจะทำจริงมันก็น่าจะทำได้”

ในส่วนของการเรียนที่ผ่านมาซึ่งยังเป็นปัญหาทำให้ยังใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนั้น เขาเห็นว่าส่วนหนึ่งมาจากการเรียนที่ไม่ค่อยได้ใช้จริงสักเท่าไร และส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนเพื่อเอาไปสอบ

แต่กับคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ อย่าง พัฐชญาน์ วัดบัว นักศึกษาปริญญาโท จาก Birkbeck University Of London ก็มองว่าหากทำได้จริงๆ ก็จะเป็นผลดีมาก เพราะภาษาอังกฤษในเรื่องของการพูดจะต้องใช้วิธีการฝึกฝน แต่ส่วนใหญ่ เด็กไทยจะอาย กลัวครูฝรั่ง และไม่กล้าพูดเพราะเพื่อนก็ไม่พูด พูดแล้วมองดูไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งในความคิดของพัฐชญาน์ มองว่าแค่วันจันทร์วันเดียวยังน้อยเกินไป

“พูดภาษอังกฤษได้ มันเป็นเรื่องดี เพราะเราได้อีกทักษะหนึ่งมา สมัยนี้พูดภาษาอังกฤษภาษาเดียวยังไม่พอเลย จริงๆ นะ แต่ปัญหาอาจจะแบบว่า ถ้าบังคับพูดแต่ภาษาอังกฤษกันจริงๆ คนที่ลำบากก็จะเป็นครูในภาควิชาอื่นที่เด็กต้องสนทนาด้วย เพราะดูจะยากตรงนี้ เด็กๆ จะดัดง่ายกว่าครู ถ้าครูไม่เก่งก็ไม่เวิร์ก”

ในประเด็นนี้ ภคพร อิสระ อาจารย์สาวจากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแห่งหนึ่งกล่าวว่า
“ถ้าทำได้ทุกคนก็เป็นเรื่องดี คือไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียน ถ้าสื่อสารกันรู้เรื่องก็จะเกิดประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงในโรงเรียนก็อาจจะมีครูวิชาอื่นๆ ที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษอยู่ด้วย ดังนั้น การดำเนินนโยบายเรื่องนี้ควรจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า”

……….

แม้นโยบาย ‘พ.ศ.2555 ปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ’ จะเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการฝ่าทางตันของหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศ แต่ถ้ามองอย่างรอบด้านก็จะเห็นว่า มันยังขาดความพร้อมในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของบุคลากร หรือจะเป็นเรื่องทัศนคติที่คนไทยส่วนใหญ่มีต่อภาษาอังกฤษ

สุดท้ายแล้วก็คงต้องดูกันต่อไปว่า ความพยายามครั้งนี้มันจะสัมฤทธิผลหรือไม่ และถ้าไม่…จะมีหนทางใดที่จะนำมาใช้ เพื่อให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่าทุกวันนี้

>>>>>>>>>>

……….

เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์

คำนาม (Noun) คือคำที่ใช้เรียกสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่น คน สัตว์ พืช สิ่งของ และสถานที่ คำนามเป็นประเภทของคำที่มีจำนวนมากที่สุดในทุกๆภาษา

ตัวอย่างเช่น

คน (Man)

  1. Janjira  (เจนจิรา)
  2. Porntip  (พรทิพย์)
  3. Attakorn  (อรรถกร)
  4. Man  (คน)
  5. Father  (พ่อ)
  6. Mother  (แม่)
  7. Teacher  (ครู)
  8. Hui Wa Wittayakom School  (โรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม)
  9. Friend  (เพื่อน)
  10. Children  (เด็ก)

สัตว์ (Animal)

  1. Cat  (แมว)
  2. Bird  (นก)
  3. Rat  (หนู)
  4. Pig  (หมู)
  5. Dog  (สุนัข)

พืช (Plant)

  1. Flower  (ดอกไม้)
  2. Tree  (ต้นไม้)

สิ่งของ (Thing)

  1. Book  (หนังสือ)
  2. Bed  (เตียง)
  3. Television  (โทรทัศน์)
  4. Computer  (คอมพิวเตอร์)
  5. Radio  (วิทยุ)
  6. Phone  (โทรศัพท์)
  7. Car  (รถ)
  8. pen  (ปากกา)
  9. Van  (รถตู้)
  10. Ring  (แหวน)

สถานที่ (Place)

  1. Khong river  (แม่น้ำโขง)
  2. Shum Son Ban Pak Chom School  (โรงเรียนชุมชนบ้านปากชม)
  3. Marina Hotel  (โรงแรมมาริน่า)
  4. P and O Company  (บริษัทพี และ โอ)
  5. Shiang Kan Hospital  (โรงพยาบาลเชียงคาน)

จากที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น เป็นคำนามที่จับต้องได้ หรือ คำนามแบบรูปธรรม ยังมีคำนามอีกประเภทหนึ่งคือ คำนามที่จับต้องไม่ได้ หรือ คำนามแบบนามธรรม ซึ่งคำนามพวกนี้มังลงท้ายด้วย

-ity  เช่น Nationality (สัญชาติ)

-ment  เช่น Environment (สิ่งแวดล้อม)

-ness  เช่น Happiness (ความสุข)

-ation  เช่น Relation (ความสัมพันธ์)

-hood  เช่น Childhood (วัยเด็ก)

-ship  เช่น  Friendship (มิตรภาพ)

ประเภทของคำนาม

มีทั้งนามนับได้ (Countable Noun) และนามนับไม่ได้ (Uncountable Noun)

คำนามนับได้ (Countable noun)

คือ คำนามที่สามารถนำมานับได้ เช่น หนังสือหนึ่งเล่ม(One book), บ้านสองหลัง( Two houses), พัดลมสามเครื่อง( Three fans) และอื่นๆอีกมากมาย(ext.)

คำนามยังแบ่งย่อยเป็น คำนามเอกพจน์ และคำนามพหูพจน์

คำนามเอกพจน์ คือคำนามที่นับจำนวนได้เพียงหนึ่งเท่านั้น เช่น ปากกาหนึ่งด้าม (One pen), รถหนึ่งคัน(One Car), พัดลมหนึ่งตัว(a fan)

คำนามพหูพจน์ คือคำนามที่นับได้มากกว่าหนึ่งขึ้นไป เช่น ปากกาหลายด้าม(Pens), รถหลายคัน(Cars), พัดลมหลายตัว(Fans)

หลักการเปลี่ยนคำนามเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์

1. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย s, ss, x, sh, ch, zz, และ z ให้เติม es ง่ายเวลาออกเสียง

  • bus – buses (รถประจำทาง)
  • kiss – kisses (จูบ)
  • fox – foxes (สุนขจิ้งจอก)
  • brush – brushes (แปรง)
  • witch – witches (แม่มด)
  • buzz – buzzes (เสียงของผึ้ง)

2. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  o และหน้า o เป็นพยัญชนะ ให้เติม es

  • buffalo – buffaloes (ควาย)
  • mango – mangoes (มะม่วง)
  • tomato – tomatoes (มะเขือเทศ)
  • potato – potatoes (มันฝรั่ง)

*Remark* …ยกเว้นบางคำที่ข้างหน้า o เป็นพยัญชนะสามารถเติม s ได้เลย นักเรียนจะต้องสังเกตและจดจำคำศัพท์และการใช้ s และ es จากตัวอย่างที่ให้

ตัวอย่าง การเติม s หลังคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  o และหน้า o เป็นพยัญชนะ ให้เติม s ได้เลย

  • piano – pianos (เปียโน)
  • memo – memos (บันทึกข้อความ)
  • solo – solos (การบันเลงเพลงเดี่ยว)
  • photo – photos (รูปถ่าย)

3. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย o และหน้า o เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย

  • radio – radios (วิทยุ)
  • bamboo – bamboos (ไม้ไผ่)

4. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es

  • baby – babies (เด็กทารก)
  • copy – copies (สำเนา)
  • lady – ladies (สุภาพสตรี/คุณผู้หญิง)
  • candy – candies (ลูกกวาด/ลูกอม)

5. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย

  • toy – toys (ของเล่น)
  • boy – boys (เด็กผู้ชาย)
  • day – days (วัน)
  • monkey – monkeys (ลิง)

6. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย f หรือ fe  ให้เปลี่ยน f หรือ fe เป็น v แล้วเติม es

  • knife – knives (มีด)
  • leaf – leaves (ใบไม้)
  • half – halves (ครึ่งหนึ่ง)
  • shelf – shelves (ชั้นวางของ)
  • wife – wives (ภรรยา)
  • thief – thieves (ขโมย)

*Remark* …ยกเว้นบางคำที่ข้างหน้า f เป็นพยัญชนะ ให้เติม s ได้เลย โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยน f หรือ ef เป็น v ก่อน

  • gulf – gulfs (อ่าว)
  • cliff – cliffs (หน้าผา)
  • scarf – scarfs หรือ scarves (ผ้าพันคอ) เมื่อเปลี่ยนเป็นพหูพจน์จะใช้ได้ทั้งสองแบบ

7. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย f หรือ fe และหน้า f หรือ fe เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย

  • roof – roofs (หลังคา)
  • belief – beliefs (ความเชื่อ)
  • chief – chiefs (หัวหน้า)
  • proof – proofs (หลักฐาน/พิสูจน์)
  • grief – griefs (ความเศร้าโศก)
  • fife – fifes (ขลุ่ย)
  • safe – safes (ตู้นิรภัย)

8. คำนามเอกพจน์เปลี่ยนรูปไปเลย เมื่อเป็นพหูพจน์

  • man – men (ผู้ชาย)
  • woman – women (ผู้หญิง)
  • tooth – teeth (ฝัน)
  • ox – oxen (วัวตัวผู้)
  • louse -lice (เหา/หมัด)
  • child – children (เด็ก)
  • mouse – mice (หนู)
  • person – people (คน/ประชาชน)

*Remark* …ยกเว้นบางคำที่มาจากภาษาลาตินหรือกรีก จะมีรูปเป็นพหูพจน์ตามภาษษเดิม

  • crisis – crises (เหตุฉุกเฉิน)
  • basis – bases (หลักสำคัญ/หลักเกณฑ์)
  • thesis – theses (ข้อสมมติ/วิทยานิพนธ์)
  • analysis – analyses (การวิเคราะห์)

9. คำนามมีรูปเหมือนกันทั้งคำนามเอกพจน์และคำนามพหูพจน์

  • dear – dear (กวาง)
  • fish* – fish (ปลา)
  • sheep – sheep (แกะ)
  • salmon – salmon (ปลาแซลมอน)
  • cod – cod (ปลาคอด)
  • trout -trout (ปลาเทราท์)

*Remark* …เราสามารถเติม es หลัง fish เมื่อต้องการจะสื่อ หรือบอกว่ามี ปลาหลายสายพันธุ์

10. คำนามต่อไปนี้เป็นรูปพหูพจน์ แต่ต้องใช้เป็นเอกพจน์เสมอ

  • tactics (กลวิธี)
  • news (ข่าว)
  • headquarters (กองบัญชาการ)
  • means (วิธี)
  • statistics (สถิติ)
  • alms (การให้ทาน)
  • folks (สมาชิกในครอบครัว)
  • United Nations (สหประชาชาติ)

คำนามนับไม่ได้ (Uncountable noun)

คือคำนามที่นำมานับไม่ได้ รูปร่างไม่คงที่ ละเอียด ทำให้นามนับไม่ได้จึงมีรูปเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ

  • sugar (น้ำตาล)
  • salt (เกลือ)
  • sand (ทราย)
  • water (น้ำ)
  • air (อากาศ)
  • gas (แก๊ส)
  • soap (สบู่)
  • rice (ข้าว)
  • happiness (ความสุข)
  • friendship (มิตรภาพ)

*Remark* …หากจะทำให้นามนับไม่ได้มานับได้ เราจะต้องใส่ภาชนะ หรือใช้ระบบตวง ชั่ง วัด เข้ามาช่วย จึงจะสามารถนับได้

  • Two packs of sugar (น้ำตาลสองห่อ)
  • Three liters of water (น้ำสามลิตร)
  • A cup of coffee (กาแฟหนึ่งแก้ว)
  • A bottom of water (น้ำหนึ่งขวด)

Observance ข้อสังเกต

รูปเอกพจน์ และพหูพจน์ของคำนามบางคำนั้น อาจจะมีข้อยกเว้นที่ไม่ไ้เป็นไปตามกฏอยู่บ้าง นักเรียนควรดูบริบทประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ให้เหมาะสม โดยอาจจะตรวจสอบความถูกต้องจาก Dictionary ก่อนนำไปใช้ได้